Home / Research & Analysis / Thai version
No. 3/2568 · ธันวาคม 2568
กัมพูชา: การแปลงโฉมจากผู้รับเงินช่วยเหลือ สู่การเป็นรัฐลูกหนี้
บทนำ
ในปี 2558 ธนาคารโลกได้ยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจากประเทศ “รายได้ต่ำ” สู่เศรษฐกิจ “รายได้ปานกลางระดับล่าง” อย่างเป็นทางการ การจัดระดับใหม่นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ประเทศผู้บริจาค ต่างปรับลดเงินช่วยเหลือ (Grants) ที่ให้แก่กัมพูชา การลดลงดังกล่าวบีบบังคับให้กัมพูชาต้องเปลี่ยนทิศทางไปสู่การกู้ยืมเงิน แบบเงื่อนไขผ่อนปรน (ดอกเบี้ยต่ำ) จากประเทศต่างๆ และองค์การระหว่างประเทศ ที่พร้อมที่จะให้เงื่อนไขดังกล่าวแก่กัมพูชา ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชา ก็เริ่มแสวงหา “แหล่งรายได้ใหม่” เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่กว้างขึ้นในงบประมาณแผ่นดิน โดยในปี 2554 รัฐบาลได้สถาปนา “ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการหนี้” ขึ้นอย่างเป็นทางการ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนับว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพึงพอใจ โดยในปี 2562 หนี้สาธารณะต่างประเทศของกัมพูชาอยู่ในระดับต่ำเพียง 20.8% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ “การกู้ยืมเพื่ออุดหนุนงบประมาณ” กลายเป็นความจำเป็นพื้นฐาน และเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกัมพูชาดูจะมีความมุ่งมั่นต่อการจัดสร้าง “แหล่งรายได้ใหม่” ต่างๆ (รายงานของ Global Initiative Against Transnational Organized Crime หรือ GI-TOC ระบุว่า ปี พ.ศ. 2560 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการเปิดเขตพื้นที่ลงทุนขนาดใหญ่ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของเมืองสีหนุวิลล์ รวมถึงในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ได้กลายเป็น ‘เกราะกำบัง’ ที่เอื้ออำนวยให้ขบวนการลักลอบเปิดบ่อนพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ สามารถเข้ามาปักรากฐานในกัมพูชาได้อย่างมั่นคง)
เมื่อถึงสิ้นปี 2563 หนี้ต่างประเทศได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 25.2% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่า 8.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประมาณ 70% เป็นหนี้ทวิภาคี และอีก 30% มาจากสถาบันระหว่างประเทศ
การบริหารจัดการการคลังในปัจจุบัน
ในปี 2568-2569 สถานภาพทางการเงินของกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาการกู้ยืมจากภายนอกอย่างหนักเพื่อประคับประคอง งบประมาณแผ่นดิน เมื่อความช่วยเหลือในรูปแบบ “เงินให้เปล่า” จากประเทศตะวันตกลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีนัยสำคัญ ทำให้กัมพูชามีความจำเป็นมากขึ้น ที่ต้องหันไปหาเงินกู้ เงื่อนไขผ่อนปรนจากเจ้าหนี้รายประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศแผนการใช้จ่ายรวมประมาณ 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (331,500 ล้านบาท) โดยมีความต้องการกู้ยืม ตามแผนงานที่ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (100,750 ล้านบาท) เพื่อชดเชยการขาดดุล และระดมทุนสำหรับโครงการลงทุนสาธารณะ
5 อันดับต้นของผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กัมพูชาในลักษณะให้เปล่า (2568-2569)
รายชื่อต่อไปนี้ คือผู้ให้เงินช่วยเหลือรายประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งทุนหลักเพื่อการพัฒนาของกัมพูชา
จุดเปลี่ยนทางการเงินที่สำคัญในปี 2568-2569
- การพุ่งสูงของการกู้ยืม: เพื่อสนับสนุนงบประมาณปี 2569 รัฐบาลวางแผนกู้เงิน 2.25 พันล้าน Special Drawing Rights – SDR (ประมาณ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 12.5% จากปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการ “รับความช่วยเหลือ” ไปสู่การ “บริหารจัดการหนี้”
- ปัจจัยจากจีน: จีนยังคงเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดและเป็นแหล่งเงินทุนหลัก ในปี 2568 จีนเริ่มเข้ามา “เติมเต็ม” ช่องว่างที่ผู้บริจาคตะวันทิ้งไว้ เช่น เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (130 ล้านบาท) สำหรับการเก็บกู้กับระเบิด และการสนับสนุนโครงการคลองฟูนันเตโชที่ยังคงหาข้อยุติที่ชัดเจนไม่ได้
- การลดบทบาทของตะวันตก: หลังจากการปิดตัวของ USAID ในกลางปี 2568 และการตัดงบประมาณของสหภาพยุโรป (EU) ความช่วยเหลือ (ODA) จากตะวันตกได้เปลี่ยนไปสู่โครงการเป้าหมายด้าน “สิทธิมนุษยชน” และ “สภาพภูมิอากาศ” แทนที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
- โครงสร้างหนี้: ณ สิ้นปี 2568 หนี้ต่างประเทศของกัมพูชาอยู่ที่ 1.254 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (407,550 ล้านบาท) โดย 61% เป็นหนี้จากเจ้าหนี้รายประเทศ (ส่วนใหญ่คือจีน) และ 39% มาจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
นักวิเคราะห์อิสระ และ NGO Forum on Cambodia ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับ “อัตราการกู้ยืมที่น่ากังวล” โดยเตือนว่าหากปราศจากการตรวจสอบการทุจริตที่เข้มแข็ง เงินทุนจำนวนมหาศาลนี้เสี่ยงที่จะสร้างความร่ำรวยให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ ในขณะที่ทิ้งภาระหนี้ที่ไม่ยั่งยืนไว้ให้คนรุ่นหลัง
บทสรุป
ภูมิทัศน์ทางการเงินปี 2568-2569 เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจเมื่อกัมพูชาเปลี่ยนผ่านจากผู้รับเงินช่วยเหลือไปสู่รัฐที่มีภาระหนี้สินต่างประเทศสูง ด้วยแผนการใช้จ่าย 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (331,500 ล้านบาท) ที่ต้องกู้เงินใหม่ถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (100,750 ล้านบาท) ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาเจ้าหนี้รายประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่ครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด ทั้งในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และหนี้ต่างประเทศ โดยรวม
การหันไปหาจีน เกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงอย่างรวดเร็วของอิทธิพลตะวันตก อันส่งผลให้กัมพูชามีแหล่งทุนที่หลากหลายน้อยลง ซึ่งสัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ถึงอนาคตที่เปราะบางของสุขภาพทางการคลัง ซึ่งการกระจุกตัวของหนี้ 61% อยู่ภายในกลุ่มเจ้าหนี้รายประเทศ ผนวกกับแผนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น 12.5% ได้กระตุ้นให้กลุ่มผู้เฝ้าระวังด้านความเสี่ยงเครดิตอธิปไตย (Sovereign Credit Risks) ออกมาเตือนเรื่องความยั่งยืนของความสามารถในการชำระหนี้สิน
ความขัดแย้งทางพรมแดนกับประเทศไทยที่กำลังดำเนินอยู่ ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าว ได้นำไปสู่การใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ที่ไม่ได้วางแผนไว้ การไหลออกของเงินลงทุนต่างชาติและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งการหยุดชะงักของรายได้จาก “แหล่งรายได้ใหม่” และการตกงานของแรงงานกัมพูชากว่า 1.2 ล้านคน ที่เคยมำงานในไทย
ดังนั้น สิ่งที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่ คือความท้าทายรอบด้านที่จะเด่นชัดยิ่งขึ้นในปี 2569 ซึ่งทำให้ไม่แน่นอนว่าเงินกู้ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (100,750 ล้านบาท) ตามแผนนั้นจะเพียงพอสำหรับการพยุงเศรษฐกิจหรือไม่ เหนือสิ่งอื่นใด คือปัญหาการทุจริตและระบบพวกพ้องที่ฝังรากลึก หากปราศจากการตรวจสอบการใช้จ่ายและมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพ มีความเสี่ยงสูงที่เงินทุนและเงินกู้ยืม จำนวนมหาศาล จะเกิดประโยชน์เพียงกับกลุ่มชนชั้นนำ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ของบุคคลกลุ่มนี้ ในขณะที่ประชาชนและคนรุ่นหลังต้องแบกรับภาระหนี้สะสม ที่อาจเติบโตแซงหน้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศในไม่ช้า
ON THIS PAGE
Further Reading
- Analysis