Home / Research & Analysis / Thai version
ธันวาคม 2568
ประเมินขีดความสามารถ และความยั่งยืนในการสู้รบระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา (2025)
บทนำ
การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชา เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นับตั้งแต่นั้น การสู้รบดังกล่าวก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างความสูญเสียเป็นอย่างมากให้กับกองกำลังและประชาชนของทั้งสองฝ่าย
หลังจากที่การสู้รบได้ยืดเยื้อต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากขึ้น มาเป็นเวลา 10 วัน คำถามที่เกิดขึ้น คือ รัฐบาลของทั้งสองประเทศจะสามารถลงทุนกับการสู้รบในครั้งนี้ ต่อเนื่องไปได้นานเท่าใด และแนวโน้มที่การสู้รบจะยุติลงจะมีขึ้นได้เมื่อใด
บทวิเคระห์ฉบับนี้ มุ่งที่จะประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลสาธารณะ เพื่อประเมินว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศจะสามารถมีความยั่งยืนในการสู้รบได้นานเพียงใด
มาตรวัดความยั่งยืนของขีดความสามารถ
จากการประเมินความยั่งยืนทางทหาร (sustainability of military capability) ในระดับสากลและระดับภูมิภาค โดยรวบรวมจากข้อมูลสาธารณะ และวัดเป็นจำนวนวัน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย กับการพึ่งพาสิ่งอุปกรณ์ในคลังจัดหาที่มีอยู่อย่างจำกัดและเร่งด่วนของกัมพูชา
มาตรวัดความยั่งยืนของขีดความสามารถ (ข้อมูลปี 2025)
ประเทศไทย: ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ และขีดความสามารถในการสู้รบต่อเนื่อง ขั้นต่ำ 45 วัน
- ความพร้อมด้านเชื้อเพลิง: กระทรวงพลังงานของไทยยืนยันในเดือนธันวาคม 2025 ว่ามีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางทหารไว้ขั้นต่ำ 45 วัน สำหรับปฏิบัติการรบโดยเฉพาะ
- ความได้เปรียบด้านอาวุธกระสุน: กองทัพไทย (ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลก) มีขีดความสามารถในการผลิตอาวุธเบาและลูกปืนใหญ่ได้เอง ทำให้สามารถรักษาปฏิบัติการได้นานกว่าจำนวนที่สำรองไว้ในคลังเบื้องต้น
- การส่งกำลังบำรุง: กองทัพบกไทยประสบความสำเร็จในการทำลายคลังอาวุธและกระสุนขนาดใหญ่ของกัมพูชาใกล้ชายแดนเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ซึ่งเป็นการขยายความได้เปรียบด้านความยั่งยืนของไทยจากการตัดวงจรการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายตรงข้าม
กัมพูชา: อยู่ในสภาวะลำบากด้านความยั่งยืนของขีดความสามารถในการสู้รบ
- การหมดไปของเสบียง: นักวิเคราะห์ระดับสากล (IISS) ระบุว่ากัมพูชา “ขาดแคลนระบบโลจิสติกส์ที่เพียงพอ” สำหรับสงครามที่ยืดเยื้อ การใช้งานจรวด BM-21 และขีปนาวุธต่อสู้รถถัง GAM-102 ที่ทันสมัย (มูลค่าประมาณ 3.64 ล้านบาท ต่อหน่วย) อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะทำให้คลังอาวุธหน้าแนวหน้าหมดลงภายใน ไม่กี่วันหรือสัปดาห์ (ไม่น่าจะเกินสองสัปดาห์)
- การพึ่งพาการนำเข้า: กัมพูชาพึ่งพาสินค้าจำเป็นจากไทยถึง 30% รวมถึงน้ำมัน ภายหลังมติสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่ให้ ระงับการส่งน้ำมันทุกชนิด ไปยังกัมพูชา คาดว่าความสามารถในการรักษาการรบจะลดลงอย่างมากเนื่องจากต้องดึงน้ำมันสำรองไปใช้ในภาคพลเรือน
- การสูญเสียจากการรบ: ประมาณการระบุว่าหากการสู้รบยังคงความเข้มข้นในระดับปัจจุบัน (ตั้งแต่ 8 ธันวาคม เป็นต้นมา) คลังอาวุธหนักของกัมพูชาอาจเข้าสู่ระดับวิกฤตภายใน 15 ถึง 20 วันของการสู้รบต่อจากนี้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยตรงจากผู้สนับสนุนจากต่างประเทศ
- ปัจจับภายนอก: อย่างไรก็ดี ที่ยังขาดความชัดเจนคือ ความช่วยเหลือด้านการเงิน เสบียงอาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพล ที่กัมพูชาอาจได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก ทั้งอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผยซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในความยั่งยืนในการสู้รบของกัมพูชา
ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (เดือนธันวาคม 2568)
- มติสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2025 สั่งห้ามการจำหน่ายน้ำมันและสินค้ายุทธปัจจัยทุกชนิดให้กับประเทศกัมพูชา ซึ่งน่าจะมีผลเป็นอย่างมากต่อการลดขีดความสามารถและความยั่งยืนในการสู้รบของกองทัพกัมพูชา
- สถาบัน IISS ได้วิเคระห์ว่า หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภายนอก กัมพูชาขาดแคลนระบบส่งกำลังบำรุงที่เพียงพอสำหรับการสู้รบที่ยืดเยื้อเกินระยะเวลา 30 วัน ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีระบบส่งกำลังบำรุงที่ทันสมัย และจัดอยู่ในอันดับที่ 25 ของกองทัพประเทศต่างๆ ของโลก
- การสูญเสียทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพล ในอัตราสูง มีผลเป็นอย่างมากต่อขีดความสามารถ และความยั่งยืนในการสู้รบของกัมพูชา
บทสรุป
จากข้อมูลและการวิเคราะห์ข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า หากปราศจากการแทรกแซงด้านความช่วยเหลือจากภายนอกการสู้รบระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในครั้งนี้ น่าจะยุติลงภายใน 20 วัน ต่อจากนี้ หรือภายในก่อนสิ้นเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ดี บทวิเคระห์ฉบับนี้ ไม่อาจทำนายได้ว่า การสู้รบดังกล่าว จะยังคงต่อเนื่องในรูปแบบอื่นหรือไม่ อาทิ สงครามกองโจร หรือการก่อการร้ายโดยการสนับสนุนของรัฐ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
ON THIS PAGE
Further Reading
- Analysis